IP stainless | จำหน่ายเคเบิ้ลแกลน หลากหลายขนาด เกลียว PG, M, NPT
เคเบิ้ลแกลนสแตนเลส เกรด 304 ยังสามารถใช้งานร่วมกับสายไฟได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นสายไฟแรงต่ำ สายควบคุม (Control Cable) หรือสายสัญญาณ โดยรองรับขนาดสายที่หลากหลายขึ้นอยู่กับรุ่น เช่น M12, M16, M20, M25 ฯลฯ ซึ่งแต่ละขนาดจะมีช่วงรัดสายที่กำหนดชัดเจน ช่วยให้ช่างหรือวิศวกรสามารถเลือกใช้ได้ตรงกับลักษณะงาน และลดความผิดพลาดในการติดตั้ง
Cable gland สแตนเลส ช่วงรัดสาย 3-6.5 มิลลิเมตร
M16 ☑ เคเบิ้ลแกลนสแตนเลส เกรด 304 แตกต่างจากวัสดุอื่น เช่น พลาสติก หรืออลูมิเนียม คือความสามารถในการทนต่ออุณหภูมิสูง และไม่เปราะหรือกรอบเมื่อใช้งานในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิบ่อย เช่น กลางแจ้งหรือใกล้แหล่งความร้อน อีกทั้งยังสามารถป้องกันแรงดึงที่กระทำต่อสายไฟได้ดีกว่า ทำให้สายไฟปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในระยะยาว ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่มีความสำคัญในระบบติดตั้งไฟฟ้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานที่ต้องการความปลอดภัยสูง มีความเสี่ยงจากความชื้น ฝุ่น หรือการกัดกร่อน เช่น โรงงานผลิตอาหาร โรงงานแปรรูป โรงไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ควบคุมเครื่องจักร
- เคเบิ้ลแกลนสแตนเลส เกรด 304 ขนาดรัดสาย 5–10 มม. คือรุ่นที่ได้รับความนิยมมากในงานติดตั้งสายไฟที่มีขนาดกลาง เช่น สายควบคุม สายไฟกลม หรือสายไฟหุ้มฉนวนแบบหนา โดยสามารถรัดสายได้แน่นหนาภายในช่วงขนาด 5 ถึง 10 มิลลิเมตร ช่วยลดการขยับหรือหลุดของสาย และป้องกันการเสื่อมสภาพของฉนวนจากแรงบิดหรือแรงดึง
- รุ่นนี้ออกแบบมาให้ใช้กับ รูเจาะขนาด 16 มิลลิเมตร บนแผงควบคุมหรือผนังตู้ ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานสำหรับเกลียว M16 ตัวเกลียวจะขันเข้ากับแผงพร้อมกับ Lock Nut ด้านใน และมี O-Ring ด้านนอก สำหรับกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP66 – IP68 ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในตู้จะปลอดภัยจากความชื้นและสิ่งสกปรก
- การเลือกใช้ เกลียว M16 เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงมากขึ้นกว่ารุ่น M12 โดยเฉพาะในงานที่สายไฟมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีการเคลื่อนไหวหรือสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา เช่น ตู้ควบคุมเครื่องจักร ตู้ไฟสนาม หรืออุปกรณ์ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำและสารเคมี
- วัสดุของตัวแกลนยังคงเป็น สแตนเลสเกรด 304 ที่ทนทานต่อสนิมและการกัดกร่อนจากความชื้นหรือไอเคมี ช่วยให้ใช้งานในระยะยาวได้โดยไม่เป็นคราบ ไม่แตกหัก และไม่เสื่อมสภาพ แม้ในพื้นที่อุณหภูมิสูงหรือต้องเจอกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ความแตกต่างระหว่างเคเบิ้ลแกลนสแตนเลส เกรด 304 กับ 316
ความทนทานต่อการกัดกร่อน เกรด 304 สามารถใช้งานได้ดีในสภาพแวดล้อมปกติ เช่น พื้นที่แห้งหรือชื้นเล็กน้อย แต่ในพื้นที่ที่มี ไอเค็ม ไอกรด หรือไอเคมี เช่น ใกล้ทะเล โรงงานอาหารทะเล หรือโรงงานเคมี ควรเลือกใช้ เกรด 316 เพราะทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า และไม่เป็นคราบสนิมแม้อยู่ในสภาพเปียกชื้นตลอดเวลา แม้ทั้งสองเกรดจะทนสนิมได้ดี แต่ เกรด 316 จะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าในสภาพแวดล้อมที่มีไอเกลือหรือกรด ส่วนเกรด 304 หากใช้งานในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น โดนน้ำทะเลหรือไอเคมี อาจเกิดจุดสนิมหรือคราบได้เร็วกว่า

New series 2025
√ Ingress Protection IP68
√ Flame Retardancy: HB (L94)
√ TUV, ISO
√ RoHS ,CE
Lock Nut (น็อตล็อก): เป็นชิ้นส่วนที่ใช้ยึดตัวแกลนเข้ากับแผง หรือตู้ควบคุม โดยมักติดตั้งอยู่ด้านในของผนังตู้ ผลิตจากสแตนเลสเกรดสูง แข็งแรง ไม่เป็นสนิม ทนต่อแรงบิด แรงสั่นสะเทือน และสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือไอเคมีสูง ช่วยให้ตัวแกลนยึดติดแน่นไม่หลุดง่าย
O-Ring (โอริง): ทำจากยางชนิดพิเศษ เช่น NBR (Nitrile) หรือ EPDM (Ethylene Propylene Diene Monomer) ที่มีคุณสมบัติทนความร้อน ทนแรงกด และสารเคมี โอริงจะถูกติดตั้งที่ฐานของเกลียวด้านนอก ช่วยป้องกันการรั่วซึมของน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 ทำให้ระบบไฟฟ้าปลอดภัยแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้น
Body (ตัวเรือน): เป็นโครงหลัก ทำหน้าที่ยึดทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ผลิตจากสแตนเลส 304 หรือ 316L เพื่อการทนต่อการกัดกร่อนจากสารเคมี ไอน้ำเกลือ หรือสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น บริเวณชายทะเลหรือโรงงานอุตสาหกรรมเคมี ตัวเรือนมีเกลียวภายนอกสำหรับยึดติดกับตู้หรือกล่องควบคุมไฟฟ้า
Seal (ซีลยางรัดสาย): ซีลยางนี้มีความยืดหยุ่นสูง ใช้รัดสายไฟให้แน่นโดยไม่บีบหรือทำลายฉนวนของสายไฟ ช่วยให้สายไม่เคลื่อนหรือหลุดง่ายขณะใช้งาน อีกทั้งยังช่วยกันน้ำและฝุ่นได้ดี โดยมักทำจากยางเกรดพิเศษที่ทนความร้อนและไม่เสื่อมสภาพง่าย
Claw (คลอว์): เป็นชิ้นส่วนภายในที่ทำหน้าที่โอบรัดสายไฟจากด้านนอกของซีลยาง มีลักษณะคล้ายฟันหรือปีก ช่วยกระจายแรงบีบอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำให้สายไฟเสียหายหรือฉนวนแตก ตัวคลอว์ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับการรัดสาย โดยเฉพาะในจุดที่มีการเคลื่อนไหวหรือแรงดึงบ่อยครั้ง
Thread-lock Sealing Nut (น็อตล็อกด้านหน้า): เป็นฝาปิดส่วนปลายของแกลน มีเกลียวภายในที่แน่นหนา ใช้ขันให้ซีลและคลอว์กดสายให้แน่น โดยผลิตจากสแตนเลสเช่นเดียวกับตัวเรือน แข็งแรง ทนแรงบิดสูง ไม่แตกร้าวหรือหลวมง่ายในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยรักษาค่ากันน้ำและกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนะนำขนาดรูเจาะและสายไฟ
อุปกรณ์ที่มีให้เลือกหลายขนาด โดยแต่ละรุ่นจะรองรับขนาดสายไฟแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขนาดที่ต้องคำนึงถึงมี 2 ส่วนหลัก คือ ขนาดรูเจาะ (Hole Size) ที่ใช้ติดตั้ง และ ช่วงขนาดสายไฟ (Clamping Range) ที่สามารถรัดได้อย่างแน่นหนาโดยไม่ทำให้สายเสียหาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต่อการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานติดตั้งจริง เพื่อความปลอดภัยและความเรียบร้อยของระบบสายไฟ รุ่นยอดนิยมที่ใช้กับสายไฟขนาดกลาง เช่น สายควบคุมหรือสายสัญญาณ ซึ่งมีขนาดอยู่ในช่วง 5–10 มิลลิเมตร ตัวแกลนสามารถรัดสายให้แน่นด้วยซีลยางและคลอว์ภายใน โดยไม่ทำลายฉนวนสาย พร้อมรองรับแรงดึงหรือแรงกระชากได้ดี เหมาะกับตู้ควบคุมไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกอาคาร หรือในเครื่องจักรอุตสาหกรรม
ตัวอย่างขนาด ☑ เคเบิ้ลแกลนสแตนเลส เกรด 304 ที่พบได้บ่อย เช่น
- M12: รัดสายไฟได้ประมาณ 3 – 6.5 มม., รูเจาะ 12 มม.
- M16: รัดสายไฟได้ประมาณ 5 – 10 มม., รูเจาะ 16 มม.
- M20: รัดสายไฟได้ประมาณ 6 – 12 มม., รูเจาะ 20 มม.
- M25: รัดสายไฟได้ประมาณ 9 – 16 มม., รูเจาะ 25 มม.
- M32: รัดสายไฟได้ประมาณ 11 – 21 มม., รูเจาะ 32 มม.
- M40: รัดสายไฟได้ประมาณ 19 – 28 มม., รูเจาะ 40 มม.
ตารางขนาดเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือก Cable gland ให้พอดีกับขนาดสายไฟได้ง่ายขึ้น
หมวดสินค้าใกล้เคียง
สรุปการใช้งานและการบำรุงรักษา
เคเบิ้ลแกลนสแตนเลส เกรด 304 และ 316 ใช้สำหรับยึดสายไฟให้แน่นหนา ป้องกันการขยับหลุด และป้องกันน้ำ ฝุ่น หรือสารเคมีเข้าสู่ภายในตู้ควบคุมหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เหมาะกับงานอุตสาหกรรม ระบบควบคุมอัตโนมัติ ตู้ไฟภายนอกอาคาร หรืองานที่ต้องการความแข็งแรงและทนทานสูง โดยเลือกเกรด 304 สำหรับงานทั่วไป และเกรด 316 สำหรับพื้นที่ที่มีไอเค็มหรือสารเคมีรุนแรง เช่น โรงงานอาหารทะเล โรงบำบัดน้ำเสีย หรือบริเวณริมทะเล
สรุป ควรตรวจสอบความแน่นของเกลียวและฝาหน้าของเป็นระยะ โดยเฉพาะในจุดที่มีการสั่นสะเทือนหรือแรงดึงจากสายไฟบ่อยครั้ง ตรวจสอบซีลยางภายในว่ามีการแข็งกรอบหรือฉีกขาดหรือไม่ หากพบควรเปลี่ยนทันทีเพื่อคงประสิทธิภาพในการกันน้ำ/ฝุ่น และป้องกันสายไฟเสียหาย หากติดตั้งในพื้นที่มีไอเค็มหรือไอเคมี ควรทำความสะอาดพื้นผิวของ Cable gland เป็นประจำเพื่อลดการสะสมของคราบเคมีหรือคราบเกลือ และยืดอายุการใช้งาน โดยเฉพาะรุ่นเกรด 304 ควรตรวจเช็กบ่อยกว่าเกรด 316






